คมดาบซากุระ 2 : ทางตัน โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (24 กรกฎาคม 2556)

คมดาบซากุระ 2 : ทางตัน โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (24 กรกฎาคม 2556)

 

ทางตัน

โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย

24 กรกฎาคม 2556



       เมื่อความจริงทั้งหลายเริ่มไล่ล่า 
       รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็เข้าตาจนถึงทางตัน


       
       หากไม่หูหนวกตาบอดคนในสังคมก็คงจะรับรู้จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏออกมาให้เห็นเป็นประจักษ์ว่า ช่วงสภาฯ เปิดในต้นเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ปัญหาของประเทศจะมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจในขณะที่ตัวยิ่งลักษณ์เองนั้นไม่มีคุณสมบัติหรือความรู้ความสามารถในฐานะผู้นำประเทศที่จะตัดสินปัญหาสำคัญๆ ของประเทศแต่อย่างใด
       


       ปัญหาหรือโจทย์ที่ว่านั้นก็คือ รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเลือกปัญหาใดมาแก้ไขก่อนระหว่าง เรื่อง “เงิน” คือร่างกฎหมายงบประมาณและเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท กับกฎหมายที่จะยกเว้นโทษให้พี่ชายตนเองและแกนนำ นปช. แต่ไม่ว่าจะทางเลือกใดยิ่งลักษณ์ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไปไม่พ้น
       


       หากเลือกเอา “เงิน” ให้มาก่อนก็หมายความว่ารัฐบาลนี้หลอกคนเสื้อแดงให้มาเจ็บมาตายเพื่อให้ตนเองและแกนนำได้เสวยสุขบนความทุกข์ของคนอื่นๆโดยแท้
       


       การเสนอกฎหมายยกเว้นผิดโดยญาติผู้เสียชีวิตและถูกนำมาขยายผลโดยฝ่ายค้านที่แสดงจุดยืนว่าจะสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว หากไม่รวมเอาความผิดเกี่ยวกับองค์พระประมุข (ม. 112) และความผิดเกี่ยวกับชีวิตและทรัพย์สินของเอกชนที่รัฐบาลไม่สามารถที่จะไปยกเว้นไม่เอาโทษผู้กระทำได้
       


       ในขณะที่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏได้กลายมาเป็นความจริงที่ไล่ล่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ในขณะนี้ก็คือ (1) ร่างกฎหมายยกเว้นผิดของ ส.ส.รัฐบาลกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม และ (2) ไม่มีผู้ชุมนุมที่ไม่มีเจตนาทำผิดเหลืออยู่แล้วมีแต่พวกที่เจตนาเท่านั้นที่ถูกกล่าวโทษหรือรับโทษอยู่
       


       การพยายามดึงดันฝืนเอากฎหมายของตนหลายๆ ฉบับที่อยู่ในสภาฯ ที่มีเนื้อหาไปในทำนองเดียวกันคือ “แล้วๆ กันไป” ซึ่งหากผ่านจะทำให้เอาผิดใครไม่ได้สักคน ใครเล่าจะยอมได้เพราะความผิดต่อชีวิตและทรัพย์สินเอกชนนั้นรัฐบาลจะเข้ามายกเว้นไม่เอาผิดทำให้ “แล้วๆ กันไป” ได้อย่างไร
       


       การจะมาอ้างว่าเป็นตัวแทนเป็นฝ่ายเดียวกับประชาชนแต่ไม่เอาสิ่งที่ประชาชนได้ประโยชน์และประชาชนเสนอให้ทำ เช่นนี้ก็ไม่ต่างจากบทสนทนาของหนูแก่สกปรกกับคนหนีคุกที่ผ่านมาแต่อย่างใด ประชาธิปไตยของ ส.ส.รัฐบาลเป็นประชาธิปไตยแบบใด โดยประชาชนและเพื่อประชาชนตรงที่ใด?
       


       ในอีกทางหนึ่ง หากเลือกเอา “เงิน” มาก่อนก็ใช่ว่าจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง กฎหมายงบประมาณประจำปีอาจไม่มีปัญหาเทียบเท่ากับกฎหมายกู้เงินชาตินี้ใช้ชาติหน้าจำนวน 2 ล้านล้านบาทและเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำ


       
       รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังจนมุมถึงทางตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เหตุก็เพราะยุทธศาสตร์ตะเกียบ 2 ขา (dual track) ที่พึ่งพาการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศของทักษิณที่อาศัยนโยบายประชานิยมเป็นกลยุทธ์ที่ใช้มาโดยตลอดนั้น มิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องและสอดคล้องกับการนำประเทศไปข้างหน้าแต่อย่างใด


       
       เมื่อประเทศมิได้พึ่งพาหรือตั้งตนอยู่บนความสามารถของตนเอง จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญความสำเร็จเป็นประเทศในโลกที่หนึ่งได้อย่างไร สินค้าที่ผลิตขึ้นมาก็ต้องพึ่งพาต่างชาติทั้งในฐานะเจ้าของเทคโนโลยีและเป็นผู้ซื้อจึงจะส่งออกไปขายได้ คนในประเทศจะบริโภคได้ก็ต้องพึ่งพาเงินที่รัฐบาลแจกไปให้ในรูปแบบต่างๆ จึงจะมีความสามารถในการบริโภคได้ ในขณะที่โครงการประชานิยมทั้งหลายล้วนถูกออกแบบให้เพิ่มเงินมากกว่าเพิ่มความสามารถอันจะเป็นที่มาของรายได้และการบริโภคที่ยั่งยืน
       


       ยุทธศาสตร์ตะเกียบ 2 ขาจึงกำลังจะกลายเป็นตะเกียบขาหักอันเนื่องมาจากตั้งอยู่บนความหลอกลวง ความหายนะของแนวนโยบายประชานิยมในยุคสุดท้ายจึงเป็นปลายทางที่มองเห็นได้
       


       จำนำข้าวหรือที่จริงคือการรับซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดจึงนำมาซึ่งหายนะทางการคลังและหายนะของอุตสาหกรรมข้าวไทยทั้งระบบจากการที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงตลาดทำตัวเป็นพ่อค้าซื้อข้าวเปลือกในราคาแพงแต่เพียงผู้เดียวในประเทศแล้วจะให้ขายข้าวสารในราคาถูกเท่ากับราคาตลาดโลกโดยไม่ขาดทุนได้อย่างไร ปรากฏการณ์ขาดทุน ไม่มีเงินหมุนเวียน การลด/ขึ้นราคาจำนำข้าวเปลือกกลับไปมา หรือข้าวเน่าจึงเป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ของหายนะในอุตสาหกรรมข้าวไทยเพราะส่งออกไปขายต่างประเทศไม่ได้แม้แต่เมล็ดเดียวก็ว่าได้


       
       สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้ยิ่งทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์จนมุมถึงทางตันเร็วขึ้นเพราะกำลังซื้อจากต่างประเทศหดตัวลง การพึ่งพาการส่งออกจึงทำได้ยาก ทางรอดเดียวที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ “ฝัน” ถึงก็คือ การนำเงินจากโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทและเงินกู้อีก 2 ล้านล้านบาทมาเป็นตัวช่วยให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้ผ่านการบริโภคลงทุนภายในประเทศ
       


       แต่ถึงแม้จะทำได้ก็เป็นการขายผ้าเอาหน้ารอดโดยแท้ เหตุก็เพราะโครงการใช้เงินกู้ทั้ง 2 ต่างมิได้เสริมสร้างเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต สร้างเทคโนโลยีเป็นของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติและเพิ่มการพึ่งพาตนเองแต่อย่างใด


       
       การเพิ่มแต่เงินเพื่อเพิ่มอำนาจซื้อให้เกิดการบริโภคก็เปรียบเสมือนการให้ยาโด๊ปกับนักกีฬา อาจมีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นมาในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้วไซร้ชัยชนะย่อมต้องขึ้นอยู่กับความสามารถที่แท้จริงของนักกีฬาเป็นสำคัญหาใช่ยาโด๊ปแต่อย่างใดไม่


       
       หากรัฐบาลดึงดันผ่านกฎหมายเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทเรื่องก็คงถึงศาลรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับการดึงดันทำสัญญากับเอกชนเพื่อใช้จ่ายเงินที่ไปลงนามกู้มาแล้ว 3.5 แสนล้านบาทเพื่อจัดการน้ำที่ไหนและอย่างไรก็ไม่รู้ แล้วจะทำตามเงื่อนไขที่ศาลปกครองตั้งเงื่อนไขการใช้เงินกู้เอาไว้แล้วได้อย่างไร?
       


       คนในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็น่าจะรู้ดีอยู่ว่ามีโอกาสสูงมากที่การใช้เงินกู้ทั้ง 2 ก้อนนั้นจะเป็นแค่ “ฝัน” เช่นเดียวกับกฎหมายเว้นโทษ
       


       แต่ความจริงที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์และพี่ชายกำลังเผชิญอยู่ก็คือ ไม่ว่าจะเลือก “เงิน” หรือ “เว้นโทษ” ก็ไม่สามารถนำตัวเองและประเทศให้หลุดพ้นจาก “ทางตัน” ทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจไปได้
       


       หลายๆ คนพูดถึงทางเลือกที่ผ่าหมากทางตันคือ การยุบสภา ซึ่งเป็นทางเลือกก็จริงแต่ไม่น่าจะเลือกเพราะการลงเลือกตั้งในขาลงโดยไม่มีผลงาน หายนะย่อมเป็นผลที่คาดเดาได้ การได้อำนาจรัฐไว้กับตัวนั้นดีกว่าไม่ได้อย่างแน่นอน ทักษิณและพวกคงไม่อยากเป็นฝ่ายค้าน
       


       การผ่านกฎหมายเว้นโทษให้สำเร็จลุล่วงตามช่องทางรัฐสภาจึงเป็นไปได้ยาก การออกกฎหมายโดยฝ่ายบริหาร เช่น ออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรม จึงอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในสภาวการณ์เช่นปัจจุบันเพราะได้ผลแน่นอนตามที่ต้องการแม้จะต้องเสี่ยงกับการถูกยื่นตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ก็เป็นเช่นเดียวกับการออก พ.ร.บ.ตามช่องทางปกติ
       


       เมื่อความจริงไล่ล่า การกลับบ้านอย่างเท่ๆ ของทักษิณที่ดูเหมือนใกล้นั้น แท้ที่จริงนั้นไกลเกินเอื้อมจริงๆ






Powered by MakeWebEasy.com