วิถีแห่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก 18/1/2548

วิถีแห่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก 18/1/2548


วิถีแห่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก



การปฏิรูปสังคมอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในระดับ โครงสร้างเชิงลึก (รายละเอียดของ โครงสร้างเชิงลึก ได้เคยกล่าวไปแล้วใน "การเมืองเชิงบูรณาการ" ของผู้เขียน, สำนักพิมพ์ openbooks, 2547) ตามมาด้วยเท่านั้น หาไม่แล้ว "การปฏิรูป" นั้น มักจะจบลงด้วยความล้มเหลวหรือการกลายพันธุ์เสมอ เหมือนอย่างที่พวกเราเคยประสบพบเห็นมาแล้วในอดีต


งานปฏิรูป งานสร้างสรรค์ใดๆ ที่ไม่ว่าจะดำเนินการโดยรัฐบาล พรรคการเมือง หรือภาคประชาชนก็ตาม เกณฑ์วัดผลงานสร้างสรรค์เหล่านั้น ที่สำคัญที่สุดในสายตาของภูมิปัญญาบูรณาการก็คือ สิ่งนั้นมันสามารถช่วยให้เกิดการตระหนักรู้ในตนเองได้บ้างหรือไม่ มากน้อยเพียงไหน


ในยุคแห่งการสร้างภาพ เช่นยุคปัจจุบันนี้ องค์กรหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะของรัฐบาลมักจะชอบ "อวดอ้าง" ว่า ตนได้สร้างผลงานที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากมายหลายอย่าง แต่เราก็ต้องดูด้วยว่า "ผลประโยชน์" ที่ว่านั้นกับ "การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก" หรือ การเปลี่ยนแปลงในระบบคุณค่า มันไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ผลประโยชน์เชิงประชานิยม ที่ประชาชนไทยได้รับจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ซึ่งมีลักษณะมุ่งหวังแค่ผลประโยชน์ระยะสั้น และชั่วครั้งชั่วคราวเป็นด้านหลัก จึงไม่อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างเชิงลึก ในการยกระดับจิตสำนึกหรือเปลี่ยนแปลงในระบบคุณค่าในเชิงที่สร้างสรรค์ได้


การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึกนั้น แยกไม่ออกจากการที่ผู้นั้น หันเหทิศทางการจ้องมองของตัวเอง เข้าสู่ "โลกภายใน" ของตัวเองให้มากยิ่งขึ้น เพื่อค้นหา ความดีสากล (ธรรมจิต) ที่ดำรงอยู่ภายในตนเองให้พบ และสร้าง ศรัทธาในศักยภาพของมนุษย์ ที่สามารถมีวิวัฒนาการถึงขั้นสูงสุดในระดับจิตของ ธรรมจิต (spirit) หรือ พุทธะ ได้ขึ้นมาใหม่ แล้วเริ่ม การปฏิบัติทางสังคม เพื่อให้การกระทำนั้นสามารถส่งอิทธิพลไปยัง จิตสำนึกของผู้อื่น และช่วยให้จิตสำนึกนั้น สามารถหยัดยืนขึ้นเพื่อบรรลุความสำเร็จบางอย่างในมิติต่างๆ ของจักรวาฬ (Kosmos) ในทิศทางที่ส่งเสริมวิวัฒนาการของจักรวาฬได้


การปฏิบัติของนักปฏิบัติการทางการเมืองเชิงบูรณาการ จึงต้องไม่เป็นไปในลักษณะที่เป็นปรปักษ์กับผู้มีอำนาจ แต่มุ่งช่วยให้ผู้มีอำนาจได้กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง จิตสำนึกแห่งบูรณาการไม่สามารถเจริญงอกงามขึ้นมาได้ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเผชิญหน้าที่แบ่งเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ทั้งนี้ก็เพราะว่า การแบ่งเป็นฝักฝ่าย ลดทอนโอกาสของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก โอกาสของการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ และโอกาสของการบูรณาการสังคม นอกจากนี้ การเผชิญหน้ากัน การแตกแยกกันเป็นฝักฝ่ายโดยตัวมันเองก็เป็น รูปแบบหนึ่งของความรุนแรง ที่ผู้คนมักไม่ค่อยตระหนักกัน


การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึกจะเกิดขึ้นในประเทศนี้ได้จะต้องมีคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมาก แต่มี จิตสำนึกแบบบูรณาการ ที่มารวมตัวเพื่อก่อให้เกิด "ขุมพลัง" ชนิดใหม่ชนิดหนึ่งขึ้นมาในประเทศนี้เสียก่อน พวกเขาและเธอจะต้องเป็นพวกที่มีความรักกับความคิดเป็นแรงบันดาลใจ ความรักกับความคิดเป็นสิ่งที่สามารถให้และรับกันได้ โดยไม่ถูกกักขังปิดกั้นผูกมัด สามารถแบ่งปันกันได้ไม่มีหมดสิ้น สามารถรับเอาจากผู้อื่น และหยิบยื่นให้ผู้อื่นได้ตลอด ความรักกับความคิดจึงสามารถงอกงามแผ่ขยายออกไปได้เสมอ ไม่มีอะไรที่ทรงพลังยิ่งไปกว่าความรัก และความคิด แม้แต่สถาบันรัฐ ความเชื่อ อุดมการณ์ ลัทธิ อาวุธ ความรุนแรงประเภทต่างๆ อำนาจใดๆ ก็ไม่ทรงพลังเท่า


วิถีแห่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึกนั้น บรรลุได้และต้องบรรลุด้วย สันติวิธี ทั้งนี้เพราะความยากลำบากทั้งหลายทั้งปวงของชีวิตทั้งในระดับปัจเจก และระดับชุมชน สังคมสามารถพิชิตได้อย่างแท้จริงด้วย สันติวิธี เท่านั้น การแก้ไขปัญหาแบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" โดยเฉพาะปัญหาความรุนแรงที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีแต่จะยิ่งทำให้ปัญหาความรุนแรงบานปลายยิ่งขึ้น บางคนมองว่าปัญหาความรุนแรงที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาจากปัญหาความยากจน แต่ผู้เขียนอยากจะบอกว่า ต่อให้เป็นคนที่ยากจนที่สุด ก็ยังสามารถเชิดหน้าต่อโลกด้วยใบหน้าที่แย้มยิ้มได้ หากภายในจิตใจของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยอมฤตแห่งจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้น ความยากจนไม่ใช่สาเหตุของความยากลำบากของชีวิตเสมอใจ ความขาดแคลนทางจิตใจ โดยเฉพาะการขาดความเชื่อมโยงกับอมฤตธรรมแห่งจิตวิญญาณต่างหากที่ทำให้ผู้คนหลงทาง และหลงผิดถูกมอมเมาล้างสมองได้ง่าย


ผู้ที่มุ่งจะเดินบน วิถีแห่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก จะต้องเตรียมตัว โดยเฉพาะต้อง เตรียมร่างกายของตนให้พร้อมที่จะเป็นเครื่องมือแห่งการฝึกฝนทางจิตวิญญาณ ผู้นั้นจะต้องฝึกฝนตนเอง จนกระทั่งตัวเขามีทั้งความสงบ ความหนักแน่นของขุนเขา และก็มีความมุ่งมั่นที่จะรับใช้สังคม รับใช้ปกป้องคนยากไร้ดุจผู้เป็นที่รักของตน วิถีแห่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก จึงเป็นทั้งการปฏิวัติเชิงสันติ และเป็นการสร้างสันติเชิงปฏิวัติในเวลาเดียวกัน โดยที่สันติภาพเสรีภาพ และการสร้างสรรค์ทางการเมืองกับการพัฒนาทางจิตวิญญาณของผู้คนมันควบคู่ไปด้วยกันเสมอ มันเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ฐานราก ที่เกิดขึ้นในระดับความคิด จนมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบคุณค่า และการเปลี่ยนแปลงของโลกทัศน์ของทัศนคติอย่างเห็นได้ชัด


วิถีแห่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึกนั้นแยกไม่ออกจากวิถีแห่งการกระทำอย่างอุทิศตน โดยไม่ยึดติดกับการกระทำนั้น และไม่มุ่งหวังเสวยผลพวงจากการกระทำนั้นด้วย มันเป็นการกระทำที่ปล่อยวางจากผลแห่งการกระทำโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ก็เพราะว่า เมื่อใดก็ตาม ที่ตัวเราสามารถดำรงชีวิตและกระทำโดยปราศจากความปรารถนาในผลลัพธ์หรือผลพวงของการกระทำของตัวเรา มันจะทำให้ตัวเราอยู่บนเส้นทางแห่งจิตวิญญาณในทันที เนื่องจากการปล่อยวางจากความปรารถนา ความคาดหวังต่อผลลัพธ์ ต่อเป้าหมาย ต่อความสำเร็จ ต่อผลประโยชน์ ต่อลาภ ยศ สรรเสริญใดๆ มันจะทำให้ตัวเราอยู่เหนือการแบ่งแยกของโลกธรรม 8 (ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขและสิ่งตรงข้าม)


และอยู่เหนือการแบ่งแยกระหว่างการกระทำทางสังคมในชีวิตประจำวันกับการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ


แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า การกระทำของตัวเรานั้นปราศจากความอยาก ความคาดหวังต่อผลลัพธ์ของการกระทำ? ตัวเราย่อมสามารถรับรู้ได้หากว่าการกระทำของเรานั้น เพลิดเพลิน บริสุทธิ์ใจ เปี่ยมไปด้วยความงดงามที่เป็นผลของการกระทำที่ใสสะอาด ตัวเราจะสามารถซึมซับ ดื่มด่ำอยู่กับการกระทำนั้นได้อย่างเต็มที่ เปี่ยมไปด้วยสมาธิจิต เพราะปราศจากผลกระทบของความคาดหวังที่มีต่อการกระทำนั้น


หากทำเช่นนั้นได้ การกระทำของเราจะกลายเป็นการกระทำที่เกิดจากการบูรณาการของสองมือ หัวใจ และจิตวิญญาณหลอมรวมกัน ซึ่งมันจะทำให้งานทุกชิ้นของเรากลายเป็นงานแห่งศิลปะ และเป็นงานที่เต็มเปี่ยมไปด้วย "พลังแห่งชีวิต" โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปพึ่ง "ศรัทธาภายนอก" ใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นคุรุ โบสถ์ วัด ลัทธิ นิกาย และความเชื่อใดๆ เราจะกลายเป็นผู้ที่เป็นอิสระ ที่สามารถยืนหยัดพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริงในทุกๆ มิติของจักรวาฬ และแน่นอนว่าเราย่อมสามารถเป็นอิสระจากการยึดติดในอัตตาตัวตน และทัศนะของตนได้อย่างแท้จริง







 

Powered by MakeWebEasy.com