อำนาจของภาษา และข่าวสารในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก (ตอนที่ 1) 25/1/2548

อำนาจของภาษา และข่าวสารในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก (ตอนที่ 1) 25/1/2548


อำนาจของภาษา และข่าวสารในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก (ตอนที่ 1)



คนที่มีระดับจิตในระดับ "รู้ทัน" หรือคนที่มีความคิดแบบโพสต์โมเดิร์นที่มองโลกมอง "ความเป็นจริง อย่างมุ่งจะ ถอดรื้อ มันนั้น จะตระหนักใน "อำนาจ" ของภาษาได้เป็นอย่างดีว่า ภาษามิใช่เป็นแค่เครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนในสังคมสื่อสารกันได้เท่านั้น แต่ภาษายังเป็นเครื่องมือที่สำคัญและทรงพลังในการมีอำนาจเหนือกลุ่มเป้าหมายเสียยิ่งกว่าการใช้กำลังเข้าบังคับขู่เข็ญโดยตรงเสียอีก หากผู้นั้นสามารถใช้ภาษาในการชักจูงให้กลุ่มเป้าหมายยอมรับอย่างเต็มใจ และสนิทใจได้เอง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นั้นยังสามารถกำหนด "ความเป็นจริง" ในความเข้าใจของผู้คนได้อีกด้วย โดยผ่านการใช้ภาษาของตนที่สร้าง วาทกรรม ชนิดที่ตนเป็นฝ่ายได้เปรียบขึ้นมาได้เรื่อยๆ


อำนาจของภาษาเป็น อำนาจประเภทแฝงเร้น อันเป็นความสามารถที่ฝ่ายหนึ่งสามารถทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง ทำในสิ่งที่ตนต้องการได้ ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม โดยปกติอำนาจประเภทแฝงเร้นมักจะมีประสิทธิภาพมากกว่าอำนาจที่เปิดเผย เพราะอำนาจประเภทแฝงเร้นสามารถทำให้กลุ่มเป้าหมายยอมรับได้โดยปริยาย โดยไม่มีความรู้สึกต่อต้านในอำนาจนั้น


อำนาจของภาษาสำหรับผู้ที่ใช้เป็น จะปรากฏออกมาให้เห็นในการเลือกใช้คำพูดเพื่อ "สร้างภาพ" หรือเพื่อ "เสริมภาพลักษณ์ที่ดี" ของตน และ/หรือองค์กรของตน ในขณะเดียวกันก็เลือกใช้คำพูดที่ทำลายภาพพจน์ หรือให้ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีแก่คู่แข่งขันของตน หรือฝ่ายตรงข้ามของตน


ทุกวันนี้ ผู้คนจำนวนมากต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชีพต่างๆ ที่ล้วนจำเป็นต้องพึ่งพา กลไกทางภาษาต่างๆ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการใช้อำนาจประเภทแฝงเร้นนี้ โดยกระทำผ่าน สื่อมวลชน ทั้งสิ้น ความสามารถด้านภาษาเพื่อการโฆษณาตัวเอง และกลุ่มองค์กรของตน ได้กลายเป็นความสามารถที่ขาดเสียมิได้ในสังคมแห่งการบริโภคนิยมที่มีการแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าคนคนนั้นจะอยู่ในวงการใดก็ตาม


ยิ่งในสื่อสาธารณะที่ไม่เป็นทางการอย่างเว็บบอร์ดต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เราจะพบว่า มีการใช้อำนาจของภาษานี้ในเชิงทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ และขาดความรับผิดชอบ อีกทั้งยังเป็นไปได้ว่ามีนำเสนอความคิดเห็นแบบ "จัดตั้ง" เพื่อสร้างเรื่องและบิดเบือนเรื่องราวต่างๆ โดยมุ่งครอบงำกระแสแห่งทัศนะของผู้คนชนชั้นกลางที่อ่อนไหวง่าย และถูกชักจูงโน้มน้าวได้ง่าย โลกการเมืองในอินเทอร์เน็ต เมื่อดูจากภาษาที่แสดงออก และสื่อสารกัน มันน่ารังเกียจเสียยิ่งกว่าโลกการเมืองในความเป็นจริงเสียอีก ภาษาที่ใช้กันจำนวนไม่น้อยก็น่าจะเรียกว่าเป็น ภาษาของ "คนถ่อย" (cyber bastard) มากกว่าจะเป็น ภาษาของ "นักรบ" ใน Cyber Politics ซึ่งบางครั้งก็น่าฉงนใจอยู่เหมือนกันว่า ระดับจิตของ "คนถ่อย" เหล่านี้มันแค่ไหนกัน และยิ่งหมกมุ่นอยู่กับการใช้ภาษาแบบนี้ พวกเขาจะตระหนักหรือไม่ว่า อำนาจของภาษาที่พวกเขาใช้มันจะครอบงำจิตใจของพวกเขาเองให้โสมมจมปลักอยู่กับความต่ำช้ามากยิ่งขึ้นทุกทีจนสุดจะเยียวยาได้ หรือว่ามันเป็นที่ "ระบาย" ความเก็บกดในจิตใจที่พวกเขาได้รับจากโลกแห่งความเป็นจริง จึงต้องออกมาปลดปล่อยแบบวิปริต แบบ "อีแอบ" เช่นนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตาม หากพวกเขาใช้ภาษาแบบนี้อยู่เป็นประจำ ก็เห็นจะต้องบอกว่านี่มิใช่ "สุขภาวะ" แห่งจิตใจของคนผู้นั้นเป็นแน่ แต่เป็น "พยาธิสภาวะ" หรือการป่วยทางจิตใจอย่างหนึ่งนั่นเอง ก็ได้แต่หวังว่า ภาษาเชิง "คนถ่อย" แบบนี้จะถูกจำกัดอยู่ในมุมมืดและในวงแคบๆ ของสังคมนี้เท่านั้น


สิ่งที่ผู้ที่มีทั้งสติและมีทั้งปัญญาของสังคมนี้ จะต้องตระหนักก็คือว่า ภาษาไม่ได้มีบทบาทเป็นเพียงการสื่อความ การสื่อสารติดต่อสร้างความสัมพันธ์กัน หรือเพื่ออธิบายความจริงในโลกเท่านั้น แต่ ภาษายังมีบทบาทที่กำหนดความเป็นจริงของโลกนี้ ในการรับรู้ของผู้คนอีกด้วย เพราะ ภาษาเป็นเรื่องของอัตวิสัยร่วม (inter subjective) ที่ต้องมีการให้คุณค่า และความหมายของสิ่งต่างๆ ร่วมกันระหว่างผู้คนที่สื่อสารกัน


อาจกล่าวได้ว่า ในด้านหนึ่ง คนเราทุกคนล้วน สร้าง "ความเป็นจริง" ของแต่ละคนขึ้นมาโดยผ่าน "ภาษา" ของคนคนนั้น ซึ่งเป็นตัวกำหนด "ความคิด" ของคนผู้นั้นอีกต่อหนึ่ง


จะว่าไปแล้ว "ภาษา" ก็เป็น "ข่าวสาร" (information) ชนิดหนึ่ง โดยที่ ข่าวสารคือ แบบแผนที่ตายตัวในทางพื้นที่ และเวลาของสสาร-พลังงาน ซึ่งมีคุณสมบัติในการให้ความเป็นระเบียบแก่ระบบเพื่อเปลี่ยนแปลงความไร้ระเบียบกลับคืนมาสู่ความเป็นระเบียบ หรือทำให้ค่าของเอ็นโทรปี (entropy) ต่ำลง


สสาร-พลังงานกับข่าวสารจึงเป็นเหรียญสองด้านของสิ่งเดียวกัน ไม่มีข่าวสารอันใดที่จะดำรงอยู่ได้โดยตัดขาดจากสสาร-พลังงานที่รองรับ แม้แต่ "จิตใจ" ของมนุษย์ก็ยังจะต้องมีพื้นฐานทางวัตถุที่เป็นพลังไฟฟ้าในคลื่นสมองรองรับอยู่


ในขณะเดียวกัน ไม่ว่าสสารหรือวัตถุหรือพลังงานใดๆ ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากข่าวสารไปได้ เพราะข่าวสารเป็น "นาม" ของ "รูป" แห่งสสาร-พลังงานทั้งหลายในจักรวาฬ (Kosmos) นี้


ไม่มีสสารหรือพลังงานใดๆ ที่สามารถจะดำรงอยู่ได้ในเชิง "นามธรรม" โดยไม่มีรูปการใดๆ ของข่าวสารมารองรับ เพราะสสาร-พลังงานใดๆ ถ้าหากจะดำรงอยู่ในโลกนี้ ในจักรวาฬนี้ได้จักต้องมีความเป็น "รูปธรรม" อยู่ด้วยเสมอ


และในทางตรงกันข้าม สิ่งที่เป็นรูปธรรมทั้งปวงก็จะทำหน้าที่คอยพยุงหรือค้ำจุนความเป็นข่าวสารเอาไว้


ถ้าหากข่าวสารมี "ตัวรู้" อยู่ภายในตัวมันเองก็คงจะ "เห็น" ว่าไม่มีสิ่งนามธรรมที่ชื่อว่า ข่าวสารดำรงอยู่อย่างลอยๆ จะมีอยู่ก็แต่เฉพาะสสาร-พลังงานที่คอยพยุงตัวตนที่เป็นจริงของข่าวสารอยู่เบื้องหลังข่าวสารอันนั้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น


เมื่อมนุษย์เกิดมาเป็นทารกจากครรภ์ของมารดา ทารกคนนั้นย่อมรู้จักหิวซึ่งแสดงว่าทารกคนนั้นเป็น "ตัวตนที่เป็นจริง" ของสสาร-พลังงานอย่างหนึ่ง ทั้งๆ ที่ทารกผู้นั้นยังไม่ได้รับการสั่งสอนจากผู้ใดเลย แต่ทารกก็ยังสามารถแสวงหานมจากเต้าของมารดาได้ และเมื่อทารกเจริญเติบโตขึ้น ทารกจะค่อยๆ สามารถมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นอยู่ภายนอกได้ในฐานที่ทารกเป็น "คน" คนหนึ่ง


การที่ทารกค่อยๆ สามารถมีคุณสมบัติหรือความสามารถของมนุษย์ขึ้นมาได้นั้น ในทางวิทยาศาสตร์มองว่า เพราะทารกผู้นั้นมี "ข่าวสารทางกรรมพันธุ์" ที่แฝงดำรงอยู่ภายในกรรมพันธุ์ของมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด ที่คอยสั่งการให้อวัยวะภายในต่างๆ ระบบประสาท และฮอร์โมนของทารกผู้นั้นทำงาน และดำรงอยู่ในฐานะที่เป็น "ชีวิต" หนึ่งๆ ได้


ข่าวสารในกรรมพันธุ์ที่มีจำนวนมากมายมหาศาลเหลือคณานับอันนี้เองที่ทางวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เป็นตัวกำหนดความเป็นไปในความเป็นจริงแห่งสสารและพลังงานของมนุษย์ ซึ่งคล้ายๆ กับทางพุทธที่มองคล้ายๆ กันว่า ข่าวสารเกี่ยวกับ "กรรม" ที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีตชาตินั้น ได้เป็นตัวกำหนดความเป็นไปในความเป็นจริงแห่งรูป และนามของมนุษย์คนหนึ่งๆ ในชาตินี้ แม้จะกำหนดได้ไม่หมดก็ตาม นอกจากนี้ ข่าวสารที่คนคนหนึ่ง "ผลิตซ้ำ" ออกมาอยู่ทุกวัน โดยผ่าน "ภาษา" ไม่ว่าจะในรูปของการเขียน การพูด และการคิด จะเป็นตัวกำหนดความเป็นไปในอนาคตของคนผู้นั้น อย่างที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็คงคิดไม่ถึงเลยทีเดียว



***********************




"คนถ่อย เป็นอย่างไร?" ครั้งหนึ่งลูกศิษย์ของขงจื๊อเคยถามคำถามนี้กับอาจารย์ของเขา ขงจื๊อตอบว่า "คนถ่อย คือ คนที่ชอบบิดเบือนความดีของผู้อื่นเป็น ความเลว คือ คนที่หลงระเริงกับวาทศิลป์ที่ใช้ในทางที่ผิดของตัวเอง คือคนที่มีจิตใจชั่วร้าย พูดจาสับปลับ หน้าเนื้อใจเสือ ซ้ำยังคิดว่าตัวเองยอดฉลาดปราดเปรื่องเห็นผู้อื่นทำผิดบกพร่องก็ดีใจ ตัวเองไม่นอบน้อมศึกษา กลับหัวเราะเยาะผู้อื่นว่ารู้ไม่จริง ทั้งหมดนี้คือ แบบฉบับความประพฤติของ คนถ่อย"....นับวันผู้คนในยุคนี้จำต้องอยู่ในท่ามกลาง ภาษาของคนถ่อย เต็มเมืองเสียแล้ว










 

Powered by MakeWebEasy.com