บทความพิเศษเขียนร่วมกับ อ.ชวินทร์

การเข้ามาอาสาเป็นตัวแทนเพื่อไปใช้อำนาจประชาชนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเสนอแนวทางการทำงานหรือนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม เมื่อ แดง ฟ้า เหลือง มิได้พิจารณาเปรียบเทียบดีชั่วเลือกที่ “ดีที่สุด” การเลือกตั้งเพื่อเฟ้นหาตัวแทนประชาชนในครั้งนี้ “โนโหวต” หรือพวกนอนหลับทับสิทธิจะเป็นผู้ชี้“ผู้ชนะ” อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงกำหนดการเลือกตั้ง แน่นอนว่าจะต้องมีพรรคที่ชนะการเลือกตั้งเพราะได้คะแนนเสียงมากกว่าพรรคอื่นๆ แต่การเลือกตั้งในครั้งนี้จะทำให้ประเทศมี “ผู้ชนะ” จริงหรือ สาเหตุก็เนื่องมาจากนโยบายหาเสียงที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองที่พรรคที่เสนอตัวเข้ามาอาสาทำงานทั้งหลายที่มีอยู่ในขณะนี้เป็นสำคัญ

บุคคลที่จะเป็นตัวแทนใช้อำนาจแทนประชาชนได้ ต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ ต้องถือเอาจริยธรรมให้อยู่เหนือกฎหมาย “ปู” ในที่นี้คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เสนอตัวเข้ามาให้ประชาชนเลือกเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทยที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของทักษิณ ชินวัตรพี่ชาย ในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้

บุคคลที่จะเป็นตัวแทนใช้อำนาจแทนประชาชนได้ ต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ ต้องถือเอาจริยธรรมให้อยู่เหนือกฎหมาย “ปุ” ในที่นี้คือ ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ผู้เสนอตัวเข้ามาให้ประชาชนเลือกเป็น ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ เป็น “ปุ” เดียวกับที่ได้ฉายาว่า “ไม้บรรทัด” “คนดีไม่มีเสื่อม” และเคยเป็นหนึ่งในกรรมการคณะกรรมการตำรวจ หรือ ก.ตร.ที่ออกมติว่า พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้เป็นเพื่อน “ปุ” ไม่มีความผิดจากการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อ 7 ต.ค. 51 จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

เหตุการณ์หลังเลือกตั้งจะเป็นรอยกรรมซ้ำอดีตของทักษิณอีกหรือไม่ แต่ดูพฤติกรรมแล้วน่าจะกล่าวได้ว่า “ทักษิณ มันหมดบุญแล้ว” จริงๆ การเลือกตั้งเมื่อปลายปี พ.ศ. 2550 เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับปี พ.ศ. 2550 ที่ได้ผ่านการรับรองจากการลงประชามติและเป็นการเลือกตั้งหลังจากที่พรรคไทยรักไทยผู้อยู่เบื้องหลังการเลือกตั้งอัปยศเมื่อ 2 เม.ษ.49 ถูกยุบพรรคได้ไม่นาน

ทักษิณกำลังทำหน้าที่หมอตำแย . . . ทำงานเพื่อส่งต่อให้สัปเหร่อ แม้ว่าวันเลือกตั้งยังมาไม่ถึง แต่ผลการเลือกตั้งก็มีกระแสพอที่จะคาดการณ์ได้ล่วงหน้าแล้วว่าระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ใครจะมาเป็นที่ 1 และ 2 จากจำนวนพรรคการเมืองที่มีทั้งหมดกว่า 50 พรรค สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญมากกว่าก็คือพรรคเพื่อไทยจะได้จำนวน ส.ส.แตกต่างจากพรรคประชาธิปัตย์มากน้อยเพียงใดต่างหาก ปัจจัยนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าทักษิณจะมีทางเลือกอย่างไรต่อไปในอนาคต

คุณสมบัติที่มากกว่ากฎหมายกำหนดก็คือ ต้องพูดความจริง ทำไมที่ผ่านมาต้องโกหกเพื่อพี่ชาย ทำไม? การเป็นผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อลำดับแรกของพรรคเพื่อไทยที่มีโอกาสเป็นอย่างมากที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้นำประเทศต่อไป ทำให้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจำเป็นต้องตอบคำถามเกี่ยวกับอดีตของตนเองให้สาธารณชนทราบเสียก่อนที่จะไปแสดงวิสัยทัศน์

หากจะประเมินผลงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ผ่านมา คำอุปมาอุปไมยที่สามารถเทียบเคียงได้ตรงจุดที่สุดก็คือ ขายผ้าเอาหน้ารอด ทำทุกอย่าง แม้จะยอมพายเรือให้โจรนั่ง เพื่อให้ตนเองสามารถอยู่ในตำแหน่งนายกฯ ได้ อภิสิทธิ์ในสมัยเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านก็ได้กลายเป็นความหวังของหลายคนเพราะเพรียบพร้อมไปด้วยรูปสมบัติ แม้จะมีข้อกังขาอยู่ลึกๆ ในเรื่องของคุณสมบัติบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านประสบการณ์และความสำเร็จในหน้าที่การงานที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์ได้ก็ตาม

นโยบายหาเสียงที่ไม่ได้เขียนไว้อีกประการหนึ่งก็คือ เขตแดนไทย-กัมพูชา เรื่องสำคัญเช่นนี้ ทำไมเกือบทุกพรรคจึงไม่กล้าแสดงจุดยืนนี้บ้าง นโยบายของพรรคการเมืองที่กำลังลงสนามเลือกตั้งต่างก็มีการแถลงอย่างสวยหรูในด้านต่างๆ แต่มีนโยบายที่ไม่แถลงประการหนึ่งก็คือ นโยบายเกี่ยวกับเขตแดนไทย-กัมพูชาที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งตั้งแต่ปราสาทพระวิหารจนถึงปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย

นโยบายหาเสียงที่ไม่ได้เขียนไว้ประการหนึ่งก็คือ การนำเอาทักษิณกลับบ้าน เป็นมายาคติที่นำมาชูเป็นประเด็นให้ต่างฝ่ายต่างใช้หาประโยชน์ นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ไม่ได้มีการประกาศอย่างชัดแจ้งประการหนึ่งก็คือ การนำเอาทักษิณกลับประเทศไทย ซึ่งทางพรรคอื่นๆ แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็มิได้มีการแสดงนโยบายเป็นจุดยืนอย่างแน่ชัดว่าเห็นด้วยในเรื่องนี้หรือไม่ประการใด

ผลิตภาพแรงงาน ความสามารถในการแข่งขัน และค่าจ้างแรงงาน ต่างมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นในระยะยาวตามกลไกตลาด  การบิดเบือนใช้นโยบายแบบ “ทักษิณ”ของอภิสิทธิ์ในเรื่องค่าจ้างจึงเลวร้ายไม่แพ้กัน เมื่อพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยต่างไม่จำกัดบทบาททางเศรษฐกิจของภาครัฐ เสนอนโยบายเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดโดยการขึ้นค่าจ้างแรงงาน ผลกระทบในการก่อให้เกิดความเสี่ยงกับความเสียหายกับประเทศจึงหลีกเลี่ยงได้ยาก

เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์เลือกที่จะสวมตอนโยบายประชานิยมของทักษิณ "ทักษิณ”  จึงรีเทิร์นกลับมาใหม่ เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่จำกัดบทบาททางเศรษฐกิจของตนเอง ทำหน้าที่เกินความจำเป็นโดยการเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด ผลกระทบในการก่อให้เกิดความเสี่ยงกับความเสียหายกับประเทศจึงหลีกเลี่ยงได้ยาก

       ในกรณีที่ 1 หากแกนนำพันธมิตรฯ สามารถโน้มน้าวให้ประชาชนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้ง 2 แบบมากกว่าร้อยละ 50 หรือ 16.4 ล้านคนให้ Vote “No” ได้สำเร็จ ผลก็จะเป็นไปตามสดมภ์ที่ 2 ของตารางคือคะแนนของผู้สมัคร ส.ส.รวมกันทั้งหมดจะได้รับน้อยกว่าหรือแพ้ Vote “No”        ในทำนองเดียวกันหาก Vote “No” ได้คะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ 50 แต่ก็อาจจะชนะผู้สมัคร ส.ส. เช่น มีผู้มา Vote “No” ร้อยละ 49 ซึ่งมากกว่าผู้สมัคร ส.ส. คนใดคนหนึ่งแต่ยังได้คะแนนรวมน้อยกว่ากึ่งหนึ่งซึ่งจะเป็นไปตามกรณีที่ 2 หรือความเป็นไปได้อีกทางหนึ่งก็อาจจะได้คะแนนน้อยกว่าผู้สมัคร ส.ส.ซึ่งจะเป็นไปตามกรณีที่ 3

ล่อแหลมอีกครั้งแล้วครับท่านทั้งหลาย! ความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับการเมืองใหม่และพรรคการเมืองใหม่ดูจะมาถึงทางแยกที่ต้องตัดสินใจ เมื่อมีแนวคิดเสนอไม่ลงคะแนนเสียงให้พรรคใดเลยหรือ Vote “No”

เหตุแห่งความล้มเหลวของการเมืองไทยน่าจะมาจากการ “ผูกขาด”ทางการเมืองของพรรคการเมืองเป็นสำคัญ การส่งให้สภารับรองบันทึก JBC ของรัฐบาลอภิสิทธิ์อาจเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของการเมืองเก่าแบบ “ผูกขาด” ก็เป็นได้ ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการของประเทศไทยในปัจจุบันดูจะไม่มีอนาคตและเป็นคำตอบให้กับสังคมไทยอีกต่อไป ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนก็คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดเจนว่ากลไกการเมืองด้วยระบบรัฐสภาที่เป็นอยู่มิได้เป็นคำตอบให้กับปัญหาของชาติแต่อย่างใด

คำปราศรัยของเสนีย์ ปราโมช เมื่อ 4 ส.ค. 2479 ที่อภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบันไม่เคยฟังและสำเหนียกแต่อย่างใด  “การปกครองบ้านเมืองมี 3 วิธี ด้วยอำนาจ ด้วยอามิส หรือด้วยอุดมคติ การเมืองที่มาด้วยอำนาจ ย่อมโค่นล้มไปด้วยอำนาจ อามิส วันหนึ่งหมดไม่มีจะให้ และให้สักเท่าใดก็มากพอสำหรับผู้รับ อุดมคติเท่านั้นที่จะยั่งยืนอยู่ได้ แม้ตัวผู้ปกครองจะล้มหายตายจากไป สัจจะตามอุดมคติก็จะยังอยู่” 

ความจริงกำลังไล่ล่าอภิสิทธิ์อย่างบ้าคลั่งว่าแย่กว่ารัฐบาลชวนเสียอีก  เพราะนายชวนยังได้เป็น “ปลัดประเทศ” แต่นายอภิสิทธิ์เป็นได้เพียงแค่ “โฆษกประเทศ” เท่านั้น การรุกล้ำเขตแดนและละเมิดอธิปไตยของไทยโดยกัมพูชาที่เป็นประเด็นปัญหาและฝ่ายไทยอยู่ในสภาพเสียเปรียบเป็นรองในทุกๆ ด้านอยู่ในขณะนี้ สาเหตุหลักก็เนื่องมาจากความไม่เป็นเอกภาพของฝ่ายไทยเป็นสำคัญ ความไม่เป็นเอกภาพในประเด็นปัญหาข้างต้น ณ ปัจจุบันได้คลี่คลายชี้ให้เห็นว่าอภิสิทธิ์และคนของเขาไม่ได้มีจุดยืนที่ชัดเจนที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามในหลายครั้งหลายกรณีกลับเอื้อผลประโยชน์ให้กับฝ่ายกัมพูชาเสียด้วยซ้ำไม่ว่าจะเป็น การไม่ยอมยกเลิกบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2543 การไม่ถอนตัวออกจากภาคีมรดกโลก การไม่ผลักดันชาวกัมพูชาออกนอกดินแดนไทย หรือการปล่อยให้คนไทย 7 คนถูกจับตัวในดินแดนไทยไปขึ้นศาลกัมพูชา เป็นต้น

     ในคติความเชื่อของพราหมณ์-ฮินดูเชื่อว่า แผ่นดินเป็นสิ่งค้ำจุนสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกใบนี้ แผ่นดินจึงเปรียบเสมือนมารดาผู้ให้กำเนิดหล่อเลี้ยงโลก ทำให้เกิดการยกย่องเทพที่เป็นเพศหญิงเรียกขนานนามว่า พระแม่ธรณีผู้ที่เปรียบเสมือนเป็นผู้ค้ำจุนโลกนั่นเอง       รูปลักษณ์ที่พบเห็นอยู่บ่อยครั้งคือการใช้มวยผมรองรับน้ำจากการกรวดน้ำหรือที่รู้จักโดยทั่วไปว่าพระแม่ธรณีบีบมวยผม มีหลายคำอธิบายถึงรูปลักษณ์ดังกล่าวตามความเชื่อที่แต่ละคนมีอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะเป็นข้อคิดจากการที่พรรคการเมืองเช่นพรรคประชาธิปัตย์นำมาเป็นสัญลักษณ์ของพรรคก็คือ พระแม่ธรณีน่าจะเป็นตัวแทนของผู้ที่คอยเฝ้าอุปถัมภ์ค้ำจุนประชาชนประดุจมารดาถนอมกล่อมเลี้ยงลูก คอยรับรู้สุขทุกข์บุญกุศลที่ลูกทำผ่านการใช้มวยผมรองรับการกรวดน้ำ

ในเรื่องข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา กรอบแนวคิดของนักวิชาการกลุ่มนี้อาจสรุปได้ว่า ตั้งอยู่บนตรรกะ 2 ประการ คือ (1) ยอมรับเส้นเขตแดนบนแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ที่ฝรั่งเศสจัดทำ 11 ระวางที่ทางการไทยไม่ยอมรับ และ (2)โลกาภิวัตน์ หรือ globalization

ประเทศไทยจะปล่อยให้อยู่ในความรับผิดชอบของอภิสิทธิ์ในฐานะนายกฯ ได้อีกต่อไปหรือไม่ เพราะข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ผ่านมาในช่วงเวลา 2 ปีเศษไม่ได้สนับสนุนว่าอภิสิทธิ์มีความสามารถหรือมีสภาวะความเป็นผู้นำแต่อย่างใดไม่ จะไว้ใจคนแบบนี้ให้ดูแลประเทศชาติได้อย่างไร

นักการเมืองไทยมัก “มีความฝัน” เฉพาะตอนหาเสียงไม่มีตำแหน่ง พร้อมที่จะ “รักชาติ-คลั่งชาติอย่างสุดโต่ง” แต่เพียงลำพังเมื่อได้ตำแหน่ง แต่ “ขลาดเขลา” ที่จะแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องเพียงเพื่อชะลอมิให้ถูกถีบลงจากตำแหน่ง

อภิสิทธิ์เป็นหัวหน้ารัฐบาลย่อมมีสิทธิ์ที่จะเลือกวิธีการดำเนินการ เห็นต่างกับผู้อื่นได้แต่ต้องเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ฝ่ายคัดค้านที่ออกมาชุมนุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธมิตรฯ จะดีใจเป็นอย่างยิ่งที่เป็นฝ่ายคิดผิดและอภิสิทธิ์เป็นฝ่ายคิดถูก หากสามารถคัดค้านไม่ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารแต่ฝ่ายเดียวได้และไม่ยึดเอาดินแดนโดยรอบ 4.6 ตร.กม.ที่เป็นของไทยไปเป็นของตนเองโดยการให้ตัวแทนคณะกรรมการมรดกโลกเข้ามาจัดการบริหารพื้นที่ดังกล่าว

อภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขามุ่งเป้าแต่เพียงว่าคนทั้ง 7 คนต้องถูกจับในดินแดนกัมพูชา เพราะหากถูกจับในดินแดนไทยก็จะเป็นอันตรายต่อตนเอง วาทกรรม “คนไทยรุกล้ำเขตแดนเขมร” จึงต้องถูกยืนยันอยู่ตลอด เนื่องจากจะเป็นความจริงข้อพิสูจน์ว่า “พวกเขา” มิได้ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ และรัฐมนตรีที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณเอาไว้ทั้งตอนที่เป็น ส.ส.และตอนที่รับตำแหน่งฯ ที่สำคัญก็คือมิได้คำนึงผลกระทบที่จะติดตามมาแต่อย่างใดทั้งที่มีต่อคนไทยอีก 2 คนที่กำลังถูกดำเนินคดีและที่กัมพูชาจะใช้เป็นหลักฐานกล่าวอ้างสืบไปในอนาคต ประชาชนมา (ติดคุก) ก่อนจริงๆ

บ้านเมืองเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เมื่ออภิสิทธิ์ “เล่นการเมือง” ไม่ซื่อตรงต่อผลประโยชน์ของประเทศจึงถูกการเมืองเล่นงานและมาเร็วกว่าที่คิด... ปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาทั้งเรื่องปราสาทพระวิหารและการจับคนไทย 7 คนเมื่อเร็วๆ นี้ก็คล้ายกับการต่อสู้ระหว่างเวียดนามเหนือกับสหรัฐฯ ในอดีตที่ผ่านมา เพราะการต่อสู้มิได้ชี้ขาดที่แนวรบในเวียดนามแต่เพียงลำพัง หากแต่ตัดสินชี้ขาดที่วอชิงตันเมืองหลวงของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

Powered by MakeWebEasy.com